วัดถ้ำเสือ

ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่บนเนินเขาใน ต.ท่าม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวเมืองกาญจนบุรี มีชื่อเสียงเลื่องลือในความสวยงามของพระรูปองค์ใหญ่หลวงพ่อชินน์ประทานพร องค์พระสูง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สีทองอร่าม สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2516  และ “พระเจดีย์เกษุแก้วมหาปราสาท” เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สีส้ม สูง 69 เมตร กว้าง 29 เมตร สูงใหญ่โดดเด่นอลังการ มีทั้งหมด 9 ชั้น ตรงกลางมีบันไดเวียนสามารถเดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุด แต่ละชั้นมีภาพเขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัติย์  ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศ อินเดีย  และหายเหนื่อยกับวิวจากช่องหน้าต่างของพระเจดีย์ซึ่งมีอยู่รอบทิศ เห็นแม่น้ำแม่กลอง ภูเขา ท้องทุ่งนา  และวัดถ้ำเขาน้อย ซึ่งอยู่ติดกัน

img_2986

หลวงพ่อชินน์ประทานพร องค์พระสูง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สีทองอร่าม

img_3017

img_2975

บันไดนาคสามสายขึ้นเขา สายละ 158 ขั้น  ด้านซ้ายมือจะมีรถรางไฟฟ้าสำหรับขึ้นไปด้านบน ค่าบริการ 10 บาท

img_3018

ด้านหน้าเป็นแม่น้ำแม่กลอง ด้านหลังเป็นท้องทุ่งนา

img_2978

ถ้ำเสือ


ข้อมูลท่องเที่ยว

  • ชื่อ : วัดถ้ำเสือ
  • ประเภท : พุทธศาสนสถาน
  • ที่ตั้ง : ต.ท่าม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี
  • จุดเด่น : 
    – พระรูปองค์ใหญ่หลวงพ่อชินน์ประทานพร องค์พระสูง 9 วา 9 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สีทองอร่าม
    – พระเจดีย์เกษุแก้วมหาปราสาท เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สีส้ม สูง 69 เมตร กว้าง 29 เมตร เป็นประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ
    – รอยพระพุทธบาทซ้าย ซึ่งมีน้ำซึมตลอดเวลา เชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์
    – บันไดนาคสามสายขึ้นเขา สายละ 158 ขั้น
    – จุดชมวิวบนยอดพระเจดีย์เกษุแก้วมหาปราสาท มองเห็นวิวแม่น้ำแม่กลอง ภูเขา ท้องทุ่งนา และมุมมองจากด้านบนมายังวัดถ้ำเขาน้อย
    – ถ้ำเสือ เป็นถ้ำขนาดเล็กอยู่บริเวณเชิงเขาด้านล่าง ภายในประดิษฐานพระประจำวันเกิด และจำหน่ายวัตถุมงคล
  • ค่าบริการ : ไม่มีค่าเข้าชม
  • เปิด : 8.00 – 18.00 น.ทุกวัน
  • สิ่งอำนวยความสะดวก :
    – รถรางไฟฟ้าสำหรับขึ้น-ลงเนินเขา ท่านละ 10 บ.
    – ร้านอาหาร ของฝาก
    – ห้องน้ำหลายห้อง
    – ลานจอดรถฟรี
  • การเดินทาง : จาก ถ.แสงชูโต มุ่งหน้า อ.เมืองกาญจนบุรี สังเกตป้ายเลี้ยวซ้ายไป อ.ท่าม่วง เพื่อเลี้ยวซ้ายไปเข้าเส้นแสงชูโตเก่า ผ่านโรงพยาบาลท่าม่วง ถึงหอฬิกาให้เลี้ยวซ้าย แล้ววิ่งเลียบถนนคลองชลประทาน ผ่านเขื่อนแม่กลองจนสุดทาง จะพบ 3 แยก ให้เลี้ยวขวา ไปตามทางอีก 1 กม. จะพบแยกซ้ายเข้าวัดม่วงชุม เลี้ยวซ้ายไปตามทาง มีป้ายบอก วัดถ้ำเสือจะอยู่ติดกับวัดถ้ำเขาน้อย
  • GPS :  13.9532981   ,   99.6041684

 Tip 

  • การขึ้นไปไหว้พระด้านบน สามารถขี้นไปได้ 3 ทาง คือ
    1. เดินขึ้นบันได 158 ขั้น
    2. นั่งรถรางไฟฟ้า ค่าบริการ 10 บ.
    3. หรือเดินขึ้นทางด้านขวามือของบันไดนาค ไปทางถ้ำเสือ บันไดไม่ชันมากนัก
  • วัดถ้ำเสือและวัดถ้ำเขาน้อยอยู่ติดกัน วัดถ้ำเขาน้อยเป็นวัดจีน ศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม

ภาพถ่าย


แผนที่


 ข้อมูลเพิ่มเติม 

ประวัติวัดถ้ำเสือ

จากคำบอกกล่าวกันต่อๆ มา วัดถ้ำเสือแห่งนี้เดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ  อยู่ในถ้ำบนลูกเขา  แต่จากคำบอกเล่านั้นทำให้เกิดความมั่นใจว่าสำนักสงฆ์แห่งนี้ถือกำเนิดนาน  อย่างแน่นอน  จากหลักฐานประกอบคำบอกเล่าที่ปรากฏคือ ภายในถ้ำแห่งนี้แต่เดิมมีพระพุทธรูปศิลาแลงซึ่งชำรุดหักพัง  อยู่ภายในถ้ำมากมาย มีผู้บอกกล่าวกันต่อๆ มาว่าพระพุทธรูปเหล่านั้นเกิดการชำรุดเนื่องจากถูกทหารพม่าทำลายเมื่อครั้งที่ได้มีการเดินทัพผ่านมา  แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการเดินทัพมาในครั้งใด  ทั้งนี้เนื่องจากว่าในสมัยโบราณที่ผ่านมานับจำนวนหลายร้อยปี  กองทัพไทยและพม่าใช้เส้นทางด่านพระเจดีย์ 3 องค์ เป็นเส้นทางเดินทัพหลายครั้งหลายหน

นอกจากนี้  จากคำบอกเล่าที่ได้กล่าวต่อๆ กันมายังได้บอกว่าบนยอดเขาแห่งนี้มีเจดีย์ก่อด้วยศิลาแลง 3 องค์ซึ่งได้ถูกทำลายเสียหายไม่สามารถเห็นรูปทรง ยากที่จะบูรณะซ่อมแซม  ปัจจุบันก็ได้สร้างพระอุโบสถและพระใหญ่คล่อมทับไปแล้ว  สำนักสงฆ์แห่งนี้กลายเป็นสำนักสงฆ์ร้างมานานเท่าใดไม่มีใครสามารถบอกได้  ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2514  พระอาจารย์ชื่น “ปาสาธิโก” ก็ได้เริ่มบูรณะถ้ำและบริเวณตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

  • พ.ศ. 2516 เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ ตรงกับวันจันทร์  เวลา 9.15 น.  วางแผ่นฤกษ์สร้างหลวงพ่อชินน์ประทานพร หน้าตักกว้าง 5 วา 3 ศอก  9 นิ้ว องค์พระสูง 9 วา 9 นิ้ว
  • พ.ศ. 2517 สร้างบันไดสามสายขึ้นเขา สายละ 158 ขั้น ด้านหน้าและศาลาสี่มุข
  • พ.ศ. 2518  สร้างมณฑปครอบรอบพระพุทธบาทเป็นรอยพระบาทซ้ายยาว 1.50 ม. ลึก 2.50 ม.  มีน้ำซึมตลอดเวลามีคนเคยเอาน้ำและต้นไม้ไปต้มกินแล้วหายจากโรค  พ.ศ. 2519 สร้างบันไดทางลาดหลังศาลา  เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินขึ้นเขาได้อย่างสะดวก
  • พ.ศ. 2522  ในเดือนพฤศจิกายน  ตรงกับเดือน 10 ขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง เป็นวันลงเสาเอก  สร้างพลับพลา 4 มุข สำหรับเป็นที่ประทับ ในการเสร็จทรงยกช่อฟ้าพระอุโบสถ
  • พ.ศ. 2523 เดือน 9 ขึ้น 15 ค่ำ  สร้างศาลาการเปรียญข้างล่างเป็นศาลา 2 ชั้น 1 หลัง
  • พระเดชพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2533  ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 4 ปีมะเส็ง
  • พ.ศ. 2533 เดือนมกราคม ทางวัดได้ทำการผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต สมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไว้ในปราสาทจุฬามณีบรมสารีริกธาตุ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์
  • พ.ศ. 2525 เดือนพฤศจิกายน  ตรงกับเดือน 10 ขึ้น 15 ค่ำ สร้างกุฏิ 5 ห้อง จำนวน 1 หลัง และสร้างหอระฆัง 8 มุข
  • พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาครั้นเมื่อถึงเดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมญาติโยมวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ จัดสร้างเป็นพระอุโบสถ 8 มุข สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ราชกุมารีทรงยกช่อฟ้าเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2526 พระอุโบสถ 8 มุขนี้ ไม่มีที่ใดสร้างแต่ที่สร้างขึ้นนี้ด้วยมโนภาพด้วยจิตสำนึกที่พระอรหันต์มาประชุมและกราบทูลพระพุทธเจ้าออกเผยแพร่ พระพุทธศาสนาทั้ง 8 ทิศ พระอุโบสถนี้ได้รับความอุปการะจากผู้ว่าการรถไฟฯ บริจาครางรถไฟเพื่อใช้ในการทำแทนเสาและคาน
  • พ.ศ. 2527 ตรงกับเดือน 5 เริ่มถางป่ารื้อกุฏิ ปรับพื้นที่เพื่อที่จะสร้างพระเจดีย์ เมื่อถึงเดือน 9 ขึ้น 12 ค่ำ ได้ทำพิธีลงเข็ม เทเสาเอก เทเสาตอหม้อและคาน ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ต่อจากนั้นจึงได้ทำการสร้างโครงอยู่ 3 ปี  ทำซุ้มหน้าต่างและลวดลาย รวมใช้เวลาในการก่อสร้างพระเจดีย์(พระเจดีย์เกษุแก้วมหาปราสาท) เป็นเวลา 7 ปี ใช้เงินในการก่อสร้าง 16 ล้านเศษ เป็นเจดีย์สูง 75 เมตร ภายในโปร่งมี 9 ชั้น มีบันไดเวียนสำหรับขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ

ประวัติพระอาจารย์ชื่น “ปาสาทิโก”

พระอาจารย์ชื่นเกิดที่ตำบลม่วงชุม  หมู่บ้านท่าไม้รวก อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ปูและบิดาเป็นหมอ  เป็นหมอตำบล  เมื่อครั้งดำรงเพศฆราวาสมีอาชีพทำไร่ ทำนา และทำไม้ท่อน  เมื่ออายุได้ 37 ปี  ได้ตัดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นตะเคียน  พออายุได้ 38 ปี ก็เริ่มป่วย  โบราณเรียกว่า “ฝีมะเร็งคุณ” มีอาการเป็นหนองทุกซี่โครง และที่บริเวณลิ้นปี่ก็เป็นหนอง  ได้ทำการรักษาที่โรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลตลอดจนรักษากับหมอชาวบ้านแผนโบราณทั่วไป  ทำการรักษาอยู่ 4 ปี คิดว่าคงไม่มีทางหายจากโรคร้ายนี้ คงต้องตายแน่ๆ  ขณะที่นอนป่วยอยู่ที่วัดได้มีหมอท่านหนึ่ง  สูงประมาณ 8 ศอกได้เข้ามาถามว่า “อยากจะอยู่หรืออยากจะตาย” ก็ได้ตอบไปว่า “ยังไม่อยากตาย” หมอผู้นั้นจึงให้ยากิน แต่จะต้องบวชให้ 3 เดือนและสร้างวัดให้ 3 วัดจะได้หรือไม่  ก็รับปากไปว่าได้ และหมอได้ถามว่า มีเงินไหมเอาค่ารักษา 20 บาท ก็ได้มอบเงินให้ไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็เอายามาใส่หม้อต้ม  แล้วก็รินยาออกมาและได้สาบานว่า ถ้าหายแล้วไม่บวช ไม่สร้างวัดให้ตายภายใน 3 วัน 7 วัน  หมอบอกว่ากินยานี้แล้วจะหายปวดก็หายปวดจริงๆ กำลังใจดีขึ้น กินยาหม้อเดียวนั้นอยู่ 3 เดือน  โรคที่เป็นอยู่ก็ทุเลา และในที่สุดก็หายอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อหายจากโรคนี้ก็ไปบวชตามที่สัญญาไว้กับหมอ  เมื่ออายุ 45 ปี ในระหว่างที่บวชก็ได้ทบทวนวิชาที่ปู่และพ่อให้ไว้  คือ  วิชาสมาธิ  หลังจากนั้นก็เริ่มออกธุดงค์เป็นเวลา 4 ปี ออกธุดงค์ได้ทั้ง  4 ภาค รวมทั้งหมด 43 จังหวัด  พระอาจารย์ชื่นหยุดเดินธุดงค์และได้เริ่มช่วยหาเงินมาสร้างวัดโดยหาเงินวัดหนึ่ง 5 ปร และอีกวัดหนึ่ง 4 ปี แล้วจึงมาสร้าง “วัดถ้ำเสือ” เมื่อปลายปี 2514 เมื่อถึงเดือน 5 ขึ้น 1 ค่ำ เวลา 07.45 น. ก็ได้เข้าอยู่ที่ถ้ำ  ได้นิมนต์พระมาสวดภาณยักษ์  สวดพุทธาภิเศกทำพิธีอยู่ในถ้ำอยู่ 29 วัน  ในระหว่างที่ทำพิธีนั้นตรงกับวันพระกลางเดือน 5 ขึ้น 15 ค่ำ ในขณะนั้นพระอาจารย์ชื่นได้มีนิมิตว่าตัวของท่านได้ล่องลอยเวียนวนไปในถ้ำโดยในนิมิตว่านึกจะได้ลอยไปทางไหนก็ไปได้  ต่อมาในปีเดียวกันเป็นเวลาครึ่งคืนของวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 6 ก็ได้นิมิตอีกว่ามีพระ 5 องค์ มีรูปร่างใหญ่โตทุกองค์ พาขึ้นไปยอดเขาบอกให้สร้างพระพุทธรูปให้ 1 องค์  ในนิมิตบอกว่าไม่มีเงินสร้าง พระทั้ง 5 องค์  ยกพระให้ดูบอกว่ามีเงินมากมายจะหาให้ขอให้เป็นคนสร้างก็แล้วกัน  เมื่อบอกอย่างนั้นก็รับปากจะสร้างพระในนิมิตก็บอกว่าจะช่วย  ขอให้ทำแบบไหนก็ทำได้ทุกอย่าง  จะสร้างอะไรจะมาบอกให้ต่อไป  จากนั้นก็ได้เริ่มทำการสร้างทุกอย่าง  มีจิตสำนึกว่าต้องสร้างแบบนี้อย่างนี้ก็นิมิตให้เห็นแล้วทำตาม  หากทำไม่ได้ก็นึกถึงพระ 5 องค์  ก็มีนิมิตให้เห็นและทำการสร้างสำเร็จลุล่วงด้วยดีตลอดมา