โรงงานกระดาษไทย กาญจนบุรี

ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี

โรงกระดาษไทย กาญจนบุรี สถาปัตยกรรมที่ผ่านช่วงประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานกระดาษเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2481 ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2484 (ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 8) ถือเป็นโรงงานการกระดาษแห่งที่ 2 ของประเทศไทย (ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. 2466 ไทยมีโรงงานกระดาษแห่งแรกเปิดดำเนินการที่ตำบลสามเสน กรุงเทพมหานคร) เป็นอาคารทรงทันสมัยในยุคสมัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสังคมจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมของกาญจนบุรี เป็นแหล่งชุมชนที่มีเรื่องราวและอิทธิพลต่อสังคมในเมืองกาญจนบุรีในสมัยนั้น

เดิมทีโรงงานกระดาษไทยอยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม ทุกวันนี้บนซุ้มประตูทางเข้าโรงงานยังปรากฏหลักฐานการเป็นโรงงานกระดาษไทยในสังกัดกระทรวงกลาโหม คือตราสัญลักษณ์ของกระทรวงกลาโหม

อาคารในโรงงานกระดาษ

การวางผังกลุ่มอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กในโรงงานกระดาษกาญจนบุรี  เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลศิลปะแบบโมเดิร์น ยุคแรกของประเทศไทย  สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 

หมู่อาคารประกอบด้วย

  1. อาคารโรงงาน
  2. อาคารกองทำเยื่อ
  3. โรงคลอรีน
  4. อาคารประกอบ เช่น บ้านพักพนักงานและสโมสร

คำแนะนำการท่องเที่ยว

– นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมและถ่ายภาพได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในตัวอาคาร
– ไม่เสียค่าเข้า
– ปกติจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าทางเข้าประตูบ้างบางที
– ปัจจุบันยังไม่มีเบอร์โทรติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

แผนที่

ประวัติโรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี

โรงงานกระดาษกาญจนบุรี เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2481 ถือเป็นโรงงานการกระดาษแห่งที่ 2 ของประเทศไทย (ก่อนหน้านี้ ในปี พ.ศ. 2466 ไทยมีโรงงานกระดาษแห่งแรกเปิดดำเนินการที่ตำบลสามเสน กรุงเทพมหานคร)
จึงเรียกโรงงานกระดาษสามเสนว่า โรงงานกระดาษไทย ๑ ส่วนโรงงานกระดาษกาญจนบุรี เรียกว่า โรงงานกระดาษไทย ๒
โรงงานกระดาษสามเสน ผลิตกระดาษไม่พอใช้ภายในประเทศ ด้วยเหตุดังนี้  พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) กับพันเอกหลวงพิบูลสงคราม(แปลก ขีตตะสังคะ) จึงดำริให้สร้างโรงงานทำกระกาษขึ้นอีกแห่ง โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมแผนที่ในบังคับบัญชาของพันเอกพระรณรัฐวิภาคกิจ(อุ่น วิโรจน์เพชร) เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2476
สำหรับการเลือกที่ตั้งโรงงานทำกระดาษแห่งที่ 2 กรมแผนที่พิจารณาแล้ว ตัดสินใจสร้างโรงงานทำกระดาษแห่งใหม่ในเมืองกาญจน์ ซึ่งเต็มไปด้วยป่าไผ่และมีแม่น้ำในการลำเลียง

โรงงานกระดาษไทยในสังกัดกระทรวงกลาโหม

กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมโรงงานกระดาษสามเสน ได้มอบหมายให้กองทัพบก ซึ่งส่งต่อไปยังกรมแผนที่ทหาร ทำหน้าที่รับผิดชอการก่อสร้างโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

พิธีเปิดโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

โรงงานทำกระดาษทหารกาญจนบุรี ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2481  โดยมีพระยาพหลพลพยุหเสนา รักษาการนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมาเป็นประธานเปิดงาน ทุกวันนี้บนซุ้มประตูทางเข้าโรงงานยังปรากฏหลักฐานการเป็นโรงงานกระดาษไทยในสังกัดกระทรวงกลาโหม คือตราสัญลักษณ์ของกระทรวงกลาโหม

โรงงานกระดาษไทยในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม

เมื่อรัฐบาลจัดตั้งกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้น  โรงงานจึงได้โอนไปขี้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม(สังกัดกรมโรงงานอุตสาหกรรม-ผู้เรียบเรียง)  โดยใช้ชื่อใหม่ว่าโรงงานกระดาษไทย ( ร.ง.ก.ด.ท.) ขึ้นตรงต่อกองอำนวยการโรงงานกระดาษที่ท่าพายัพ ถนนนครไชยศรี อำเภอดุสิต พระนคร

ขวากหนาม ยามสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานประสบปัญหาจากวัตถุดิบขึ้นราคา ไม่ว่าไม้ไผ่ หรือเคมีภัณฑ์  แต่เนื่องจากความสามารถของผู้บริหารโรงงานสมัยนั้น  โรงงานจึงผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตผลิตกระดาษแก้ปัญหาการขาดแคลนกระดาษในยามสงครามได้

สโมสรโรงงานกระดาษ

เป็นที่พบปะสังสรรค์  เดิมอาคารสโมสรเป็นสถานีตำรวจภูธรเก่าซึ่งโรงงานรับซื้อไว้  แล้วย้ายไปปลูกสร้างดัดแปลงเป็นสโมสรสำหรับพนักงาน เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้  ทรงปั้นหยา  หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์  ถือเป็นตัวแทนอาคารราชการแบบแรกเริ่มซึ่งได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคม

คนงานในโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบมาจนกระทั่งทำเป็นกระดาษ  โรงงานกระดาษกาญจนบุรีใช้คนงานประมาณ 559 คน ในจำนวนนี้มีทั้งพนักงานประจำและลูกจ้างทั้งรายชั่วโมงและรายวัน  ราว 175 คน นอกจากนี้ยังมีพวกรับค่าแรงเป็นรายวัน สำหรับกุลีแบกฟืนหรือไม้รวก  พวกตัดไม้สำหรับทำเยื่อ  และฟืนทำเชื้อเพลิง  หรือเผาหินปูนเป็นปูนขาวส่งโรงงาน  ประมาณ 500 คน ในกรณีมีงานเร่งด่วน  เช่นการก่อสร้างหรือซ่อมเครื่องจักรขนาดใหญ่ อาจใช้ลูกจ้างชั่วคราวมีระยะเวลาทำงาน 3-6 เดือน

ส่วนเสมียน/พนักงาน รับเงินเดือนเท่าข้าราชการมีประมาณ 84 คน ประจำกองต่างๆ ในโรงงาน สำหรับคนงานรายชั่วโมงซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักร  รับค่าจ้าางชั่วโมงละ 9-36 สตางค์  โดยมีเงินเพิ่มต่างหาก  ส่วนอัตราค่าจ้างขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความชำนาญงาน

พนักงานประจำทำงานตั้งแต่ 9.00-16.00 นาฬิกา  หยุดวันหยุดราชการ  ส่วนคนงานประเภทอื่นแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ผลัด  โดยโรงงานทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง  ผลัดแรกทำงาน 8.00-16.00 นาฬิกา ผลัดที่ 2 ทำงาน 16.00-24.00 นาฬิกา  ผลัดที่ 3 ทำงาน 24.00-8.00 นาฬิกา  ทั้งนี้ การทำงาน 1 ผลัด/กะ ถือว่าทำงานครบ 1 วัน

หน่วยงานในโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

โรงงานกระดาษกาญจนบุรี มีการแบ่งงานออกเป็น 7 หน่วย ดังนี้

  1. กองบังคับการโรงงาน
  2. กองช่าง
  3. กองเคมี
  4. กองทำเยื่อ
  5. กองทำกระดาษ
  6. กองบัญชี
  7. หน่วยบำรุงป่าและจัดหาวัตถุดิบ

สวัสดิการของโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

สโมสรโรงงานกระดาษ

  จรัญ แป้นอินทร์  อดีตเสมียนโรงงานกระดาษกาญจนบุรี  บรรยายภาพสโมสรโรงงานกระดาษไว้ดังนี้ ชั้นล่างของสโมสรมีหนังสือพิมพ์รายวันและบริการเครื่องดื่ม  ส่วนชั้นบนของสโมสรเป็นที่ทำงานของพนักงานบัญชีซึ่งมีหน้าที่จ่ายเงินเดือนให้คนงาน  ชั้นบนของสโมสรคือ ห้องสมุดซึ่งมีบรรณารักษ์เป็นคนงานแขนพิการจากอุบัติเหตุระหว่างการทำงานในโรงงาน ในห้องสมุดของโรงงานกระดาษมีหนังสือพิมพ์กับนวนิยาย เช่น ร้อยป่า เพชรพระอุมา ให้คนงานยืมอ่านตามนโยบายส่งเสริมการอ่าน  ดังสโลแกนที่ติดไว้ในบริเวณชั้นล่างของสโมสรซึ่งเป็นที่วางหนังสือพิมพ์รายวัน “เช้าอ่านพิมพ์ไทย บ่ายอ่านสยามนิกร”

โทรทัศน์เครื่องแรกในจังหวัดกาญจนบุรี ณ อาคารสโมสร คือความภูมิใจของชาวโรงงานชาวบ้านทั่วไปก็มาดูทีวีได้  มีเตียงผ้าใบให้เช่านอนดูทีวีในอัตราค่าบริการคนละ 50 สตางค์  โดยทางโรงงานจ้างเจ้าหน้าที่เอาไว้คอยปิดเปิดทีวีโดยเฉพาะ ส่วน จรัล ศศะสมิต บุตรเจ้าของร้านค้าในสโมสรโรงงานกระดาษ เขียนถึงสโมสรโรงงานกระดาษ ไว้ดังนี้ “…ในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นสนามเทนนิส(สนามดิน) สนามแบดมินตัน เป็นสถานเดียวกับตะกร้อข้ามตาข่าย  และสนามตะกร้อลอดบ่วง สโมสรโรงงานมีโทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกของจังหวัดกาญจนบุรี  ให้พนักงานและครอบครัวได้รับชมข่าวสารบันเทิง  เหมือนมีหนังกางแปลง

หลังสโมสรโรงงานเป็นห้องแถวสำหรับคนงานและครอบครัวพักอาศัยถัดมาเป็นโรงหมอสำหรับบริการทางการแพทย์ มีผู้อำนวยการโรงพยาบาล คือ นายแพทย์เกษม ภังคานนท์ หมอใหญ่และหมอเลียบ ทัพวงษ์อดีตทหารเสนารักษ์ เป็นหมอประจำ  ที่ดูแลใกล้ชิดครอบครัวคนงานมาก  มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีมาก  หมอเลียบเป็นปูชนียบุคคลที่คนงาน ลูกๆ หลานๆ จดจำไปตลอดชีวิต”

นันทนาการ

มีภาพยนต์ฉายให้ชมเดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย มีวงดนตรี มีละครที่คนงานเป็นผู้แสดงในเทศกาลปีใหม่มีภาพยนต์ให้ชมจนสว่าง มีการตั้งโต๊ะเลี้ยงคนงานตลอดทั้งคืน วงดนตรีของโรงงาน ชื่อวงฉลามดำ ทำการบรรเลงเพลงมาร์ชโรงงานกระดาษไทยซึ่งมีเนื้อร้องว่า

“กระดาษไทยอุตสาหกรรม ยิ่งใหญ่แผ่ไพศาล ผลิตกระดาษเพื่อใช้ในกิจการรวมทั้งงานของรัฐและราษฎร เราทำได้ ใช้เอง ไม่เกรงใคร กระดาษไทยนี้จะเป็นอนุสรณ์ กระดาษไทยต้องยิ่งใหญ่ในภูธร ถึงม้วยมรณ์ไม่ลืมชาติกระดาษไทย”

บ้านพักโรงงาน

คนงานอาศัยในบ้านพักของโรงงานประมาณ 80% อาศัยในบ้านซึ่งปลูกสร้างเอง  บนที่ดินของโรงงานประมาณ 10%  คนงานชั้นแม่กองมีบ้านไม้ให้อยู่เป็นพิเศษ  ส่วนคนงานทั่วไปอาศัยในห้องแถวไม้ซึ่งโรงงานสร้างให้คนทำหน้าที่คอยดูแลสารทุกข์สุขดิบของลูกแถว  การโจรกรรมนั้นแทบไม่มี  เพราะตั้งแต่เที่ยงคืนมียามเดินตรวจจนถึง 6 นาฬิกา ทางโรงงานจะไล่ผู้ก่อการทะเลาะวิวาทออกจากงานทันที  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมความสามัคคี เช่น งานประเพณีต่างๆ ทุกคนยินดีเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ

โรงงานกระดาษกาญจนบุรีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

อัศวิน โกมลเมนะ (เกิด พ.ศ.2486) เป็นบุตรของขุนกมลธุระราษฎร์(วิเชียร โกมลเมนะ) นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี 3 สมัย ( 21 พ.ค. 2477-16 ก.พ. 2486, พ.ศ.2495 และ 16 ต.ค. 2499-15 ม.ค.2501) อาจารย์อัศวินเป็นผู้เขียนหนังสือ “ไม้หมอนแห่งความตาย บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ” นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผู้นี้ให้ข้อมูลตรงกับนายวิทยา สังวรณ์ ทายาทของคนงานโรงงานกระดาษดังนี้ ระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานกระดาษจะเปิดหวูดเตือนภัยประชาชนเวลาเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว และโรงงานจะเปิดหวูดแจ้งความปลอดภัยอีกครั้ง ภายหลังเครื่องบินได้ผ่านพ้นไปแล้ว

หวูดโรงงาน เป็นสัญญาณในการเปลี่ยนผลัดการทำงานของคนงานทุก 8 ชั่วโมง เสียงหวูดโรงงานดังไปไกลถึงวัดท่าล้อ อำเภอท่าม่วง โดยโรงงานกระดาษจะเปิดหวูดในช่วงเวลา 7.30 น.,8.00 น.,12.00 น., 13.00 น.,15.30 น., 16.00 น., 23.30 น. และ 24.00 น.

ผศ.วรวุธ สุวรรณฤทธิ์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี บันทึกการสัมภาษณ์ นางน้ำค้าง คุชกะ คนงานโรงงานกระดาษสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา ความว่า…“นางน้ำค้างมีบ้านอยู่ใกล้กับวัดใต้ ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นางทำงานในโรงงานกระดาษ ได้เงินวันละ 50 สตางค์ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดส่วนใหญ่จะมาเวลาประมาณ 14.00 น. เครื่องบินมาแต่ละครั้งเกือบ 10 ลำ  ชาวบ้านทุกบ้านจะขุดหลุมหลบภัย เมื่อได้ยินเสียงหวอเตือนภัยจาก โรงงานกระดาษ ชาวบ้านจะวิ่งลงหลุมหลบภัยคนงานโรงงานกระดาษ  หนีภัยสงครามไปปลูกบ้านพักแถววัดบ้านถ้ำ หรือไปหลบภัยในกฏิของหลวงพ่อวัดใต้…”

ส่วนนางสุมล แป้นอินทร์ อดีตคนงานโรงงานกระดาษ ให้ข้อมูลว่า ทุ่งนาทะเลเป็นที่หลบภัยสงครามของคนงาน บางคนต้องอยู่เวร คอยเฝ้าห้องแถวไม้ พวกเขาช่วยกันสะสมทราย เอาไว้เพื่อใช้ในการดับเพลิง ด้วยความสามัคคีของคนงาน จึงปรากฏว่า ในสมัยที่โรงงานเป็นของรัฐบาล ไม่เคยเกิดเพลิงไหม้ในห้องแถวไม้ ต่างจากในสมัยต่อมา

เสรีไทยสายโรงงานกระดาษ

นายอรุณ ทองตระกูล ซึ่งทำงานโรงงานกระดาษ ในสมัยนั้นได้ก่อตั้งศูนย์วิทยุใต้ดินขึ้นในโรงงานกระดาษ นายถวิล สังวรณ์(เกิด พ.ศ. 2465) เข้าร่วมกับขบวนการไทยถีบ คอยก่อกวนกองทัพญี่ปุ่น โดยร่วมกับเพื่อนๆ แอบไปถีบน้ำมันลงจากรถไฟ หรือไปเผาค่ายทหารญี่ปุ่น มีเพื่อนร่วมขบวนการ คือ นายลอย สังเคราะห์สุข กับนายสมาน พินกูล คนงานโรงงานกระดาษมักพาเชลยศึกที่เจ็บหนักจนทหารญี่ปุ่นไม่สนใจไปรักษาในโรงหมอ(สถานีอนามัย)ของโรงงานกระดาษ

นางจารินทร์ กลิ่นชวนชื่น (เกิด พ.ศ.2468) นางเป็นคนงานโรงงานกระดาษผู้ประสบอุบัติเหตุ โดนเครื่องจักรดึงแขนข้างหนึ่งเข้าไปในระหว่างทำงานจนแขนหัก  ต้องไปรักษาที่ศิริราช เมื่อหายดีแล้วแขนข้างนั้นไม่เหมือนเดิม นางจึงถูกย้ายจากแผนกผลิตเยื่อกระดาษไปทำหน้าที่ผู้ช่วยหมอเกษม ภังคานนท์ นายแพทย์ใหญ่แห่งโรงหมอในโรงงานกระดาษ ระหว่างเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกเย็นหลังเลิกงาน นางจารินทร์กับสามีมักพายเรือไปขายของให้กับทหารญี่ปุ่นเพื่อหารายได้พิเศษ

บ้านแตกสาแหรกขาด

หลังจากโรงงานดำเนินกิจการติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เครื่องจักรต่างๆ ตลอดจนตัวอาคารทั่วไปเก่าแก่ไปตามกาลเวลา  ประสิทธิภาพของเครื่องจักรต่างๆ ลดน้อยถอยลงผลผลิตตกต่ำ การบำรุงรักษาก็ทำได้ไม่เต็มที่  เนื่องจากมีอุปสรรคต่างๆ ทำให้ต้องหยุดสายงานผลิตบางอย่างที่เคยทำ ทั้งยังมีการออกกฎหมายห้ามและงดสัมปทานป่าไม้ รวมถึงไผ่ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำกระดาษ นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านการคมนาคมจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนแม่กลอง ในที่สุดโรงงานไม่สามารถแบกรับภาวะขาดทุนต่อไปได้  จำเป็นต้องหยุดทำการผลิตและปิดกิจการโรงงานกระดาษไทย  เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2516  แต่รัฐบาลได้ให้โรงงานดำเนินการผลิตใหม่ โดยจะให้บริษัทเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงให้โรงงานกระดาษบางปะอินเช่าดำเนินกิจการ

โรงงานกระดาษบางปะอิน(บริษัทกระดาษไทย) ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระสั้น อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดดำเนินกิจการในปี พ.ศ.2505 ผลิตกระดาษพิมพ์เขียนจากฟางข้าวตามนาข้าวและหญ้าขจรจบ

พ.ศ.2525  คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุบเลิกกิจการอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากโรงงานกระดาษบางปะอินไม่สามารถรับภาระขาดทุนได้  โรงงานกระดาษกาญจนบุรีในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ยุบเลิกกิจการโรงงานกระดาษกาญจนบุรีอีกครั้ง  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526

วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามกระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้บริษัทอุตสาหกรรมกระดาษศิริศักดิ์ จำกัด เป็นผู้ประมูลได้  จากการประมูลขายโรงงานกระดาษกาญจนบุรี ทำการเช่าที่ดินตั้งโรงงานเป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 ครบกำหนดสัญญาเช่าในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ส่วนที่ดินยังคงเป็นที่ราชพัสดุ  โดยในสัญญาเช่านั้นระบุวัตถุประสงค์ของการเช่าที่ดินให้ชัดเจนว่า  เพื่อดำเนินกิจการโรงงานกระดาษเท่านั้น

การต่อสู้ของชาวโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

สหภาพแรงงานโรงงานกระดาษกาญจนบุรี

ผู้นำสหภาพแรงงาน โรงงานกระดาษกาญจนบุรี คือนายวรทัศน์ อาริน ซึ่งเป็นชาวแพร่ที่ถูกส่งมาจากโรงงานกระดาษสามเสน  ในช่วงที่โรงงานกระดาษบางปะอินจะเข้ามาบริหารโรงงานกระดาษกาญจนบุรี คนงานกลุ่มหนึ่งจึงจัดตั้งสหภาพแรงงานโรงงานกระดาษกาญจนบุรี โดยมีวรทัศน์  ทำหน้าที่ประสานงานกับผู้นำสหภาพแรงงานในกรุงเทพฯ คือนายไพศาล ธวัชชัยนันท์  ซึ่งเดินทางมาอบรมเรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงานให้คนงานโรงงานกระดาษกาญจนบุรี  ที่โรงแรมริเวอร์แคว(ผู้ให้สัมภาษณ์จำวันเวลาไม่ได้)

แม้ว่าในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2499 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 แต่ความรู้เรื่องสิทธิแรงงานในหมู่คนงานยังไม่แพร่หลายในสมัยนั้น  ทำให้คนงานหลายคนสับสนว่า ตนเองได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้างโดยโรงงานอย่างยุติธรรมหรือไม่ ในทำนองเดียวกัน การประมูลขายโรงงานให้กับบริษัทเอกชน คนงานโรงงานกระดาษกาญจนบุรี ไม่มีโอกาสได้รับรู้รายละเอียดในการขายบ้านและที่ทำงานของพวกเขาไป  โดยพวกเขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ  ในฐานะคนไทยผู้เป็นเจ้าของบริษัทรัฐบาลอันเป็นสมบัติของชาติ 30 ปีต่อมา เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ความโปร่งใสจึงปรากฏ เมื่อมีการเปิดเผยสัญญาการเช่าอาคารให้สาธารณชนได้รับทราบ รายละเอียดการครอบครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินในโรงงานโดยบริษัทเอกชน

การเปลี่ยนแปลงในสังคมเมืองกาญจน์

จากการสร้างโรงงานกระดาษ

เกิดการปฏิวัติสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรม  จากเกษตรกรสู่คนงานโรงงานจากการพึ่งพาฝนฟ้าสู่การทำงานแข่งกับเวลา  โรงงานกระดาษทำให้เกิดการจ้างงานและการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนโดยรอบ  ทำให้เกิดการยกฐานะด้วยระดับการศึกษา  จากความอุตสาหะของพ่อแม่ที่เป็นแค่คนงาน  แต่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา  จึงขวนขวายหารายได้พิเศษส่งเสียลูกจนจบปริญญา  ได้เป็นข้าราชการ เช่น รองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ อยู่ถนอม บุตรของนายศรี อยู่ถนอม อดีตหัวหน้ากองผลิดเยื่อกระดาษ

: ที่มาข้อมูล

หนังสือ : ภูมิเมืองกาญจน์ ย่านปากแพรก
ผู้เขียน : โสมชยา ธนังกุล
บรรณาธิการบริหาร : นายภาณุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ มณีเวชช
บรรณาธิการต้นฉบับ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฟ้อน เปรมพันธุ์
ผู้จัดพิมพ์ : สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี
จัดพิมพ์ พ.ศ. 2563